รับจํานองที่ดิน ตา บอด

รับจํานองที่ดิน ตา บอด

รับจํานองที่ดิน ตา บอด ที่ดินตาบอด คือที่ดินที่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ทำให้เจ้าของที่ไม่สามารถใช้ที่ดินตนเองทำประโยชน์ได้เต็มที่ ที่ดินตาบอดมักจะมีต้นเหตุที่เกิดจากการแบ่งที่ดินจากแปลงใหญ่( แปลงแม่ หรือแปลงคง) มาแบ่งย่อยออกมาเป็นแปลงเล็กๆเพื่อแบ่งระหว่างญาติพี่น้อง ,การขอใช้ทางออกของที่ดินของผู้อื่นตั้งแต่ยุคเก่า เพียงพอผู้ครอบครองรุ่นเดิมเสียชีวิตไป เจ้าของใหม่ รุ่นต่อไปไม่ยินยอมให้ใช้เป็นทางเข้าออกอีกต่อไปจึงมาปิดทางเข้าออกเสีย,ที่ดินตาบอดไม่มีทางออก เพราะเหตุว่ามีเข้าออกได้ทุกข์ยากลำบาก ดังเช่นว่าติดแม่น้ำ เทือกเขา ทะเล ทางชัน ฯลฯ เจ้าของที่ตาบอดมีสิทธิที่จะขอทางต้องสำหรับในการเข้าออก ผ่านที่ดินที่โอบล้อมอยู่ ออกไปสู่ทางสาธารณะได้ โดยผู้ใช้ทางจำเป็นต้องเสียค่าชดเชยให้แก่เจ้าของที่ดินที่ถูกใช้เป็นทางออกนั้น โดยการตกลงกันจ่ายเป็นก้อนเดียว หรือทุกปีก็ได้ รวมทั้งไปจดทะเบียนภารยอมแพ้ให้กัน ที่ที่ทำการที่ดินขายฝากบ้าน , ขายฝากที่ดิน ไปแล้ว เมื่อครบกำหนดคำสัญญาขายฝากแล้วเจ้าของบ้าน หรือที่ดิน ยังไม่สามารถหาเงินมาไถ่ถอน อสังหาริมทรัพย์ ได้ตามที่มีการกำหนดในสัญญา จำเป็นที่จะต้องทำดังนี้ หมายถึงขอขยายระยะเวลาขายฝากออกไปอีก กี่เดือนก็ตามทีจะตกลงกัน โดยนัดหมายกัน ไปขยายเวลา ก่อนครบกำหนดข้อตกลง หรือ ต่อดอกนั่นเองจ้ะถ้ายังไม่สามารถที่จะ ชายหาดอกเบี้ย มาจ่ายได้ ก็ยังมีวิธีอื่น ๆ อีกดังต่อไปนี้

1 ขอเพิ่มวงเงินจากผู้ลงทุนเดิม เพื่อมาชำระ ดอกเบี้ย และมีเวลาหมุนเงินมากขึ้น

2 หานายทุนคนใหม่ มาเปลี่ยนมือ หรือ เพิ่มวงเงิน ซึ่งก็หมายคือ รับจํานองที่ดิน การยืมเงินจากนายทุนคนใหม่ มาชำระหนี้คืน ให้กับนายทุนคนเดิม โน่นเป็นไถ่คืนขายฝากจากผู้ลงทุนเดิม รวมทั้งทำขายฝากกับผู้ลงทุนคนใหม่ในวงเงินที่สูงขึ้น

3 ขายบ้าน หรือที่ดิน แปลงดังที่กล่าวถึงมาแล้วนี้ ข้อนี้ควรจะทำก่อนถึงกำหนดในคำสัญญาขายฝากพอควร แบบนี้เพราะวิธีขายอสังหาริมทรัพย์เป็นเงินที่ออกจะสูง แนวทางการขายก็เลยจะต้องใช้เวลา และก็บางเวลาคนซื้อจำเป็นต้องกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินด้วยนั่นเอง ยิ่งแม้คนซื้อรู้ว่าเราจะต้องมีเหตุจำเป็นจะต้องรีบขาย ผู้ซื้อจะกดราคาซื้อให้ต่ำลงยิ่งกว่าราคาตลาดลงไปอีกค่ะ ต้องระมัดระวังจ้ะ

4 แม้มีวงศาคณาญาติ หรือคนที่ไว้ใจได้ ทำเรื่องกู้เงินกับสถาบันการเงิน กรณีนี้บุคคลดังกล่าวมาแล้วข้างต้นจำต้องไม่เคยมีประวัติเสียกับสถาบันการเงิน มีรายได้ ที่กระจ่างแจ้ง แก่งานไม่น้อยกว่า 1 ปี

หรือข้อตกลงแล้วแต่แต่ละสถาบันการเงินกำหนดจ้ะการมีเรื่องมีราวกันถึงโรงถึงศาล ไม่ว่าในฐานะโจทย์ หรือเชลย ราษฎรอย่างพวกเราๆควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง เสียทั้งยังเงิน เสียเวลา แล้วก็เสียอารมย์ ทั้งสองฝ่ายต่างสูญเสียทั้งปวงมากน้อยแตกต่างกันไป ผู้ที่ได้แน่ๆคือทนาย ของทั้งยัง 2 ฝ่ายนั่นเอง ถอยกันคนละก้าวก็อาจเป็นวิถีทางแก้ไขปัญหาได้

ไม่งั้นก็บางที อาจจะเป็นแบบ ตาอินกะตานา แย่งกันไปแย่งกันมา ตาอยู่มาคว้าไปดื้อรั้นๆเลย กรณีนี้ตาอยู่มี 2 คนเป็น ทนายความของอีกทั้ง 2 ฝ่ายจ้ะทดลองดูค่ะ ทุกปัญหามีทางออกค่ะ ค่อยๆคิด ค่อย ๆ คุยกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัย ช่วยเหลือกันหาทางไขปัญหา โชคดีจ้ะ

อยากจำนองบ้านที่ดินจะจ่ายดอกเบี้ยแบบไหนดีการจ่ายดอกเบี้ย โดยธรรมดา มี 2 แบบด้วยกัน

1 ชำระแต่ดอกเบี้ย อย่างเดียว เงินต้นยังไม่ต้องจ่าย ไปชำระตอนไถ่คืนทีเดียว

2 ชำระทั้งต้นและก็ดอกพร้อมเพียงกัน หรือจ่ายแบบลิซซิ่งนั่นเองยกตัวอย่าง เงินต้น 500,000 บาทช่วงเวลา 1 ปีคิดแบบที่ 1 ดอกเบี้ย 1.5 % จ่ายดอกเดือนละ 7,500 ชำระทั้งหมดทั้งปวง 7,500 X 12 = 90,000คิดแบบที่ 2 ดอก 1.5 % จ่ายทั้งต้นแล้วก็ ดอก พร้อมทุกเดือน เงินกู้ รวมดอกเบี้ยตลอดปี 500,000 + 90,000= 590,000 ชำระใน 1 ปี ทุกงวดเท่ากัน 590,000 หาร 12 = 49,166.66 นี่คือเงินที่ชำระต่อเดือน จะพบว่ามันหนักเกินโดยเหตุนั้น จึงมักกำหนดงวดขั้นต่ำ 36 งวด 3 ปี หรือ 60 งวด 5 ปี นั่นเอง

เพื่อที่ลูกค้าจะได้ชำระเงินที่ต่ำลงในแต่ละงวดจ้ะทดลองคิด 3 ปีดูนะคะ ดอกเบี้ย 1.5 % จ่ายทั้งยังต้นรวมทั้ง ดอก พร้อมกันทุกเดือน เงินกู้ยืม รวมดอกเบี้ยทั้ง 3 ปี 500,000+ 7,500 x 12 x 3 = 770,000 ชำระใน 3 ปี ทุกงวดเสมอกัน 770,000 หาร 36 = 21,388.88 นี่เป็นเงินที่จ่ายต่อเดือนเทียบแล้ว จะพบว่า ลูกค้าจ่ายเงินต้นไปแล้วทุกเดือน แม้กระนั้นดอกก็ยังคิดตามวงเงินกู้ครั้งแรกนั่นเอง

ค่าปากถุงหรือเงินค่าปากถุง เป็นอย่างไรค่าปากถุง, ค่าธรรมเนียม, เงินค่าธรรมเนียมการบริการหมายถึงเงินที่ผู้ให้กู้,เจ้าหนี้,ผู้ลงทุน เรียกเก็บในเวลาให้กู้ยืมเงิน นั่นเองค่าปากถุง, เงินปากถุง = brokerage, fee, service charge เงินปากถุงหรือเรียกด้วยภาษาราชการว่า ค่าธรรมเนียมการยืมเงิน ถ้าในภาษาต่างประเทศบางทีอาจใช้คำว่า เงินฟรอนท์ มักเรียกใช้กันในวงการเงิน เป็นเงินที่เจ้าหนี้,นายทุน หรือสถาบันการเงิน,ธนาคาร

หักจากเงินกู้ยืม ไปตั้งแต่เกิดการกู้หนี้ยืมสิน อัตราการคิดเงินปากถุงนั้น ไม่มีกำหนดคงที่ เจ้าหนี้บุคคลธรรมดา บางทีอาจคิดจำนวนร้อยละ 5 จากจำนวนเงินกู้ ส่วนสถาบันการเงินแต่ละที่ มีอัตราที่ต่าง ๆ นา ๆ ตามที่เขาระบุเอง จึงพบว่าสถาบันการเงิน บางแห่งเรียกปริมาณร้อยละ 5 – 10 จากจำนวนเงินกู้ อัตรานี้ธนาคารชาติ ไม่ได้มีกฎระเบียบ

ดังนั้นทั้งยังนายทุนเอง หรือ สถาบันการเงิน มักตรึกตรองจาก การเสี่ยงสำหรับ เพื่อการปล่อยสินเชื่อ ตลอดจนดูความน่าไว้ใจของลูกหนี้นั่นเองการคิดเงินปากถุงหรือ ค่าปากถุง หรือ ค่าธรรมเนียมการยืมเงินนั้น มีทั้งการยืมเงินระดับประชาชน หรือสถาบันการเงินตลอดจนการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินต่างแดนในนามของประเทศ ก็มีการเก็บเงินกลุ่มนี้รวมไปด้วยแล้วก็ใช้วิธีปฏิบัติเดียวกัน

โดยอาจเรียกชื่อผิดแผกในภาษาต่างประเทศว่า เงินฟรอนท์ ก็ได้ เมื่อมีกติกาข้อแม้การกู้เงินระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้แล้ว ในวันรับเงินกู้นั้นเจ้าหนี้จะหักเงินปากถุงไว้ตามกฎระเบียบที่เจ้าหนี้กำหนด ลูกหนี้ก็เลยรับเงินส่วนที่เหลือจากการหักนั้นไปใช้สอยได้ แต่คิดดอกเบี้ยจากยอดเงินกู้เต็มตามคำสัญญาความแตกต่างระหว่างเงินปากถุงของเจ้าหนี้ทั่วไป กับสถาบันการเงินในต่างถิ่นนั้นหมายถึงกรณีเจ้าหนี้ทั่วๆไปซึ่งมีลูกหนี้ระดับประชาชนนั้น

ค่าธรรมเนียมจะเป็นค่าทำงานต่างๆของเจ้าหนี้ ยกตัวอย่างเช่น ค่าบุคคลที่ชี้แนะให้พบกับเจ้าหนี้, ค่าบริการ, ค่าน้ำมัน, ค่าโดยสาร,ค่าพาหนะ, ค่าใช้จ่ายในการใช้โทรศัพท์,ค่าทางด่วน,จิปาถะ ตลอดจนค่ารับรองการเสี่ยงด้วยนั่นเอง ส่วนลูกหนี้ระดับประเทศนั้นเงินปากถุงถูกแบ่งจ่ายให้แก่ผู้แทนประเทศที่ ลงนามในข้อตกลงเงินกู้ด้วย เงินปากถุงจึงเป็นค่าสินน้ำใจที่เจ้าหนี้ตอบแทนตัวแทนลูกหนี้ซึ่งคือ

ผู้แทนรัฐบาลลูกหนี้ หรือนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลนั่นเอง ส่วนอัตราค่าธรรมเนียมนั้นสุดแต่เจ้าหนี้กับรัฐบาลลูกหนี้จะตกลงกัน โดยเงินส่วนนี้มีคุณประโยชน์ส่วนตัวของนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล แล้วก็ตรวจทานยาก เพราะเหตุว่าเป็นการหักในนามค่าธรรมเนียมเงินกู้โดยเจ้าหนี้ แม้กระนั้นจ่ายกันเป็นการส่วนตัวตามข้อตกลงของแต่ละคน แม้กระนั้นหนี้สินที่เกิดขึ้น ติดหนี้ติดสินของประเทศ ประชาชนทุกคนจำต้องแบกรับกันถ้วนหน้า ( เงินนี้พวกเราจะเรียก เงินฉ้อโกงกันไหม )